ออร์แกนิก VS อาหารดั้งเดิม

ออร์แกนิก VS อาหารดั้งเดิม




           เทรนด์คนรักสุขภาพ เป็นเทรนด์ที่ได้รับความสนใจจากคน ทั่วโลก แม้แต่สื่อยักษ์ใหญ่อย่าง Times ก็จับประเด็นสุขภาพขึ้นปกบ่อยครั้งมาก อย่างในฉบับวันที่ 6 กันยายนที่ผ่านมา หน้าปกของไทม์สฝั่งเอเชีย ยุโรป และเซาท์เอเชีย-แปซิฟิก ยกเว้นหน้าปกของอเมริกา ต่างพร้อมใจวางเรื่องอาหารออร์แกนิกเป็นพระเอกของเล่ม โดยโปรยไว้ที่หน้าปกว่า "ราคาที่แท้จริงของอาหารออร์แกนิก" (The Real Cost of Organic Food) ซึ่งเป็นบทความของ เจฟฟรีย์ คลูเกอร์ (Jeffrey Kluger)

          เจฟฟรีย์เริ่มต้นเล่าเรื่องด้วยข้อมูลที่น่าสนใจจากกระทรวงเกษตรของสหรัฐ อเมริกาที่เปิดเผยว่า ในตอนนี้มีอาหารออร์แกนิกในตลาดอาหารของอเมริกาเพียงแค่ 3% เท่านั้น ซึ่งเขากำลังสนับสนุนให้มีอาหารเหล่านี้มากขึ้น

         ฟังดูเหมือนจะเป็น เรื่องดี แต่หากลองสำรวจราคาของอาหาร ออร์แกนิกกับอาหารที่ผลิตด้วยวิธีการธรรมดาจะเห็นว่า ที่อเมริกา (น่าจะรวมถึงส่วนอื่นของโลกด้วย) อาหารออร์แกนิกมีราคาสูงกว่ามาก อย่างเช่นนมออร์แกนิก ที่รับรองว่าไม่มีฮอร์โมนและสารปฏิชีวนะ ราคาสูงถึง 6 เหรียญ (ประมาณ 180 บาท) ต่อแกลลอน เมื่อเทียบกับนมที่ผลิตด้วยวิธีการธรรมดา ซึ่งมีราคาเพียง 3.5 เหรียญ (ประมาณ 110 บาท) ต่อแกลลอนเท่านั้น
         

          ยิ่งไปกว่านั้น ในขณะที่การเลือกทานเนื้อวัวไขมันต่ำ จากการเลี้ยงวัวที่ให้กินแต่หญ้ากับนมที่ไร้สารเคมี อาจจะเป็นความคิดที่ดี แต่สำหรับพวกผักและผลไม้ออร์แกนิก มีรายงานการศึกษาชิ้นหนึ่งในปี 2552 จาก The American Journal of Clinical Nutrition ในเรื่องคุณค่าทางอาหาร การศึกษานี้บอกว่าไม่พบข้อแตกต่างระหว่างผักผลไม้ออร์แกนิกกับผักผลไม้ ธรรมดา !

         บทความนี้ได้เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างอาหารออร์แกนิ กกับอาหารที่ผลิตด้วยวิธีแบบดั้งเดิมไว้อย่างน่าสนใจ โดยแยกประเภทอาหารออกมาดังนี้ คือ ไข่…ถ้าเป็นไข่ออร์แกนิก ไก่ไข่จะถูกเลี้ยงด้วยอาหารออร์แกนิก อย่างเช่นเมล็ดฝ้าย ซึ่งจะเป็นการเพิ่มวิตามินเอและโอเมก้า 3 (เชื่อกันว่าลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง โรคหัวใจ ไขข้ออักเสบ และช่วยด้านความจำ) รสชาติดีอีกต่างหาก แถมไก่จะถูกเลี้ยงด้วยสภาพแวดล้อมที่ดี สามารถเดินในที่กว้าง ๆ ได้ ราคาอยู่ที่ประมาณโหลละ 4.39 เหรียญ (136 บาท) ขึ้นอยู่กับเกรดไข่ ส่วนไข่จากกระบวนการเลี้ยงไก่แบบเดิม ราคาถูก หาซื้อได้ง่าย ราคาประมาณโหลละ 3.79 เหรียญ (117 บาท) ขึ้นอยู่กับเกรดของไข่ นม…ข้อ ดีของนมออร์แกนิก ก็คือไม่มีการใช้ยาปฏิชีวนะและฮอร์โมน ราคาจะอยู่ที่ 6.39 เหรียญต่อแกลลอน ส่วนนมธรรมดา แน่นอนว่า ราคาถูกเพียง 2.89 เหรียญเท่านั้น

           เนื้อโค…เนื้อออร์แกนิก มาจากโคที่ถูกเลี้ยงโดยหญ้า ซึ่งส่งผลให้ในเนื้อสัตว์มีสัดส่วนของโอเมก้า 3 มากเป็นพิเศษ และลดความเสี่ยงจากแบคทีเรีย E.coli ที่พบมากในอุจาระ ราคาอยู่ที่ 6.59 เหรียญ (205 บาท) ต่อปอนด์ (0.45 กิโลกรัม) ส่วนเนื้อโคแบบธรรมดา ข้อดี คือเรื่องของรสชาติที่เต็มไปด้วยไขมัน และอีก อย่างหนึ่ง ก็คือราคาไม่แพง 4.49 เหรียญ (139 บาท) ต่อปอนด์

         ผักผลไม้…ผักผลไม้ออร์แกนิก จะมีความเสี่ยงในเรื่องสารเคมีน้อยลง แถมยังเป็นอาหารที่อยู่ในท้องถิ่นและตามฤดูกาล รสชาติ ดีกว่าผักผลไม้ที่ขนส่งทางไกลมาจากเรือ อ้อ ! อาหารเหล่านี้ดีต่อโลกเราด้วยนะ ส่วนราคานั้น ยกตัวอย่างกล้วยในตลาดอเมริกา จะขายในราคา 30 บาทต่อหนึ่งลูก ทางฝั่งผักผลไม้แบบเดิม ข้อ น่าสนใจอย่างแรกก็เหมือนเดิม คือราคาถูก อย่างกล้วย ราคาจะอยู่ที่ประมาณลูกละ 13 บาท คุณค่าอาหารไม่ได้แตกต่างจากผักผลไม้ออร์แกนิกอีกด้วย

          เมื่อเห็น ข้อมูลอาหารแล้ว ที่น่าสนใจก็คือข้อมูลทางสุขภาพของชาวอเมริกัน ซึ่งทางศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคภัยไข้เจ็บในแอตแลนตา (The Centers for Disease Control and Prevention in Atlanta) รายงานผลการศึกษาที่น่าสนใจว่าชาวอเมริกันจำนวนถึง 27% ประสบปัญหาอ้วนจนเกินไป และมีถึง 9 มลรัฐด้วยกันที่ประชากรอ้วนเกินมีจำนวนมากถึง 30%

        เหตุผล เป็นเพราะว่าชาวอเมริกันผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กกินเนื้อมากเกินไป หากนับเป็นสถิติในปีหนึ่ง พวกเขาแต่ละคนบริโภคเนื้อถึง 220 ปอนด์ (ประมาณ 99 กิโลกรัม) กันเลยทีเดียว และมีประชากรของอเมริกาจำนวนเพียงแค่ 14% เท่านั้น ที่เลือกทานผักและผลไม้ทุกวัน นอกจากนี้ อาหารของพวกเขาเต็มไปด้วยเกลือและน้ำเชื่อม ซึ่งเมื่อคำนวณดูแล้ว ในแต่ละวัน ชาวอเมริกันแต่ละคนบริโภคอาหารกันคนละ 3,800 แคลอรีต่อวัน เพื่อสุขภาพที่ดี เราต้องการพลังงานเพียง 2,350 แคลอรีต่อวันเท่านั้น
ดู จากแนวโน้มทางสุขภาพแล้ว คงต้องถึงเวลาแล้ว ที่ชนชาวอเมริกัน (และคนบ้านเรา) ควรใส่ใจสุขภาพของตัว โดยเริ่มจากการพิจารณาอาหารกันได้แล้ว

 

แหล่งที่มา : http://www.prachachat.net/

"ออร์แกนิกส์"ทางเลือกของคนรักสุขภาพ เกษตรอินทรีย์ ที่ไม่ใช้สารเคมี (สกู๊ปแนวหน้า)

"ออร์แกนิกส์"ทางเลือกของคนรักสุขภาพ เกษตรอินทรีย์ ที่ไม่ใช้สารเคมี (สกู๊ปแนวหน้า)

คุณทราบหรือไม่…?
"ออแกนิกส์" (Organic) หรือ "เกษตรอินทรีย์" เป็นมาตรฐานอย่างหนึ่งของการผลิตอาหาร โดยทุกขั้นตอนของการผลิตจะไม่ใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง จะไร้สารปนเปื้อนที่เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรมหรือมนุษย์ ไม่ผ่านการฉายรังสีและไม่เพิ่มเติมสิ่งปรุงแต่งลงในอาหาร ถ้าเป็นอาหารที่มาจากการทำปศุสัตว์ จะไม่มีการใช้สารปฏิชีวภาพ ไม่ใช้สารเร่งฮอร์โมน และต้องเลี้ยงสัตว์ด้วยอาหารที่มีสุขอนามัย อาหารออแกนนิกส์ในหลาย ๆ ประเทศจะไม่รวมไปถึงอาหารที่ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรม
นางพิมพาพรรณ ชาญศิลป์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ อธิบายว่า จากกระแสความตื่นตัวต่อการดูแลรักษาสุขภาพ ทำให้มากกว่า 120 ประเทศทั่วโลก มีการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้น โดยจากรายงานการสำรวจสภาพการณ์เกษตรอินทรีย์โลก (The World of Organic Agriculture : Stratistics and Emerging Trends 2010) ที่จัดทำโดย FiBL และ IFOAM ที่เผยแพร่ในงาน BioFach เมื่อวันที่ 16 ก.พ. ที่ผ่านมา ระบุว่า พื้นที่เกษตรอินทรีย์ทั่วโลกเพิ่มขึ้นกว่า 18 ล้านไร่ ทำให้มีพื้นที่เกษตรอินทรีย์ของโลกรวมกันกว่า 218.75 ล้านไร่ โดยราวสองในสามของพื้นที่เกษตรอินทรีย์เป็นพื้นที่ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์
สำหรับประเทศที่มีพื้นที่เกษตรอินทรีย์มากที่สุด คือ ออสเตรเลีย อาร์เจนตินา และจีน ซึ่งออสเตรเลีย และอาร์เจนติน่า ยังคงครองอันดับประเทศที่มีพื้นที่เกษตรอินทรีย์มากที่สุดของโลกที่มี พื้นที่การผลิตกว่า 33 ล้านไร่ และจากการศึกษาวิจัยของศูนย์พาณิชยกรรม ระหว่างประเทศ (International Trade Centre-UNCTAD/WTO) พบว่า ภาคเกษตรอินทรีย์เป็นภาคเกษตรที่เติบโตเร็วที่สุดของภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก คาดว่าภายในปี 2553 มูลค่า ตลาดทั่วโลกจะมีมูลค่าถึง 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ อัตราการขยายตัวเพิ่มสูงถึงร้อยละ 20-30 ต่อปี

นางพิมพาพรรณ บอกว่า พื้นที่ทำการเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทยได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วง 8 ปี ที่ผ่านมาจาก 6,281 ไร่ ในปี 2541 เป็นประมาณ 118,091 ไร่ ในปี 2552 (สนง.เศรษฐกิจการเกษตร 16 มี.ค. 53) โดยในปี 2551 มูลค่าส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยประมาณ 3,200 ล้านบาท และคาดว่าตลอดปี 2552 มูลค่าการส่งออกจะเพิ่มขึ้นเป็น 3,500 ล้านบาท ตลาดสำคัญของไทย คือ สหภาพยุโรป อเมริกา แคนาดา ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และไต้หวัน สินค้าสำคัญที่มีศักยภาพและโอกาสทางการตลาดที่มีกำลังซื้อสูง ได้แก่ ข้าว ผัก ผลไม้แปรรูป และกุ้งอินทรีย์ เป็นต้น
ด้าน พ.ต.ท.กฤชญาณ อภิกุลนา เจ้าของบ้านไร่วิมานดินออร์แกนนิคฟาร์มสเตย์ จ.กาญจนบุรี เล่าว่า ได้ทำการเกษตรกรรมอินทรีย์มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 โดยใช้ปุ๋ยที่ทำจากมูลสัตว์ เศษพืช และยาฆ่าแมลงที่ทำจากสมุนไพรไล่แมลงหลากชนิด พร้อมกับได้น้อมนำเอาแนวพระราชดำริเกษตรผสมผสาน โดยปลูกพืช ชั้นกลาง ชั้นสูง ชั้นต่ำ เรียกว่าพืช 3 ระดับ เพื่อให้ธรรมชาติเกื้อกูลกัน เป็นเกษตรอินทรีย์ที่ไม่ได้ใช้เคมีเลย
"ผมให้ธรรมชาติเข้ามาจัดการเอง และได้ทำการเกษตรแบบผสมผสานความหลากหลายทางชีวภาพ โดยใช้ระบบการปลูกพืชแบบต่างระดับ เช่น ใช้ต้นสะตอและต้นยางพาราเป็นพืชชั้นบน ใช้พริกไทยและดีปลีเป็นพืชพันเกาะต้นสะตอ ใช้ต้นมังคุด ต้นมะเฟือง และต้นเงาะเป็นพืชชั้นกลาง ใช้เฮลิโคเนีย (Heliconia) เป็นพืชชั้นล่าง ใช้ผักพื้นบ้าน เช่นผักกูด สมุนไพร เช่น พลูคาว เป็นพืชคลุมดิน กระชายแดง กระชายเหลือง กระชายดำไพล และขมิ้นชัน เป็นพืชชั้นใต้ดิน"
พ.ต.ท.กฤชญาณ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ได้เตรียมอาหารปรุงจากผลิตภัณฑ์อินทรีย์บางส่วน ชารางจืดอินทรีย์ ผลไม้สดอินทรีย์ตามฤดูกาล น้ำมะเฟืองอินทรีย์ เพื่อล้างสารพิษและฟื้นฟูสุขภาพ และ ยังได้เลี้ยงฝูงวัวในแนวทางปศุสัตว์อินทรีย์ เพื่อใช้มูลมาทำปุ๋ยอินทรีย์โดยใช้เทคโนโลยี E.M. (Effective Microorganisms) และในปี พ.ศ. 2546 เป็นต้นมา บ้านไร่วิมานดิน ได้รับ ตราผลิตภัณฑ์อินทรีย์ (Organic Thailand) จากกรมวิชาการเกษตรเป็นแปลงที่ 3 ของจังหวัดกาญจนบุรี
ออร์แกนิกส์ เกิดจากระบบนิเวศที่สมดุล ส่งผลให้เกิดความสมบูรณ์ กับสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ ไม่ว่าจะเป็นพืช แมลง จุลินทรีย์ และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ รวมทั้งแร่ธาตุต่างๆ ทั้งดิน น้ำ อากาศ เมื่อคนเราได้บริโภค หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากวัตถุดิบที่มีความสมบูรณ์เหล่านี้แล้ว จะทำให้กลไกทำงาน ในร่างกายของคนเราเป็นไปอย่างสมบูรณ์
แม้ว่าทั้งอาหารและผลิตภัณฑ์อุปโภค บริโภคออร์แกนิกส์ จะมีราคาสูงแต่หากการตัดสิน ใจอยู่บนพื้นฐานของการสร้างสุขภาพที่ดี และการคืนสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์ให้กับธรรมชาติ ออร์แกนิกส์ จึงน่าจะเป็นคำตอบที่ลงตัว และคุ้มค่าสำหรับโลกใบนี้เป็นอย่างดี

SCOOP@NAEWNA.COM

วันที่ 12/9/2010

 

แหล่งที่มา : http://www.naewna.com/news.asp?ID=227485

เกาะข่าวเกษตร วันที่ 24 สิงหาคม 2553

เกาะข่าวเกษตรประจำวันอังคารที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2553** งาน “ตรานก ยูงพระราชทาน สืบสานตำนาน ไหมไทย” เทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จะมีขึ้นระหว่าง  25-29 สิงหาคม ณ อาคาร 7-8 ศูนย์การประชุมและแสดงสินค้าอิมแพ็ค เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี
** การให้บริการของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ซึ่งมีภารกิจหลักในการจัดทำและให้บริการข้อมูลสารสนเทศการเกษตร โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ ภาครัฐ เอกชน เกษตรกร นิสิต/นักศึกษา และบุคคลทั่วไป ซึ่งมุ่งเน้นการให้บริการข้อมูลสารสนเทศการเกษตรให้ถูก ต้องรวดเร็ว ทั่วถึงและเป็นประโยชน์สูงสุด
** สำหรับผู้ที่ต้องการรับบริการข้อมูลข่าวสารด้านเศรษฐกิจการเกษตรของสำนักงาน เศรษฐกิจการเกษตร สามารถรับบริการข้อมูลสารสนเทศการเกษตรได้จากทางเว็บ ไซต์ http://www.oae.go.th/หรือสอบถามข้อมูลได้ทางโทรศัพท์หมายเลข 0-2940-6641, 0-2561-2870 และทาง อีเมล : prcai@oae.go.th หากต้องการมารับข้อมูลรายละเอียดหรือเอกสารต่าง ๆ ด้วยตนเอง สามารถรับได้ที่ส่วนปฏิบัติการข้อมูลการเกษตร ศูนย์สารสนเทศการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ในบริเวณมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ ในวัน และเวลาราชการ
** ขณะนี้พบว่ามีผู้ ประกอบการผลิตปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดที่มีปริมาณ อินทรียวัตถุรับรอง (Organic Matter) ไม่ถึงร้อยละ 10 ของน้ำหนัก ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานและที่ร้ายแรงไปกว่านั้น คือ มีบางรายนำดินกว่าร้อยละ 90 มาผสมปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดส่งขายในท้องตลาด ดังนั้น เกษตรกรจึงควรระมัดระวังในการเลือกซื้อปุ๋ยอินทรีย์ไปใช้
** คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต รับสมัครบุคคลเข้าศึกษาในระดับปริญญาโท สาขาวิชาการจัดการเกษตรอินทรีย์ ผู้สนใจสามารถยื่นใบสมัคร ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 17 กันยายน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-2564-4440-59 ต่อ 2057 หรือ http://www.sci.tu.ac.th.

“ดงข้าว”
farmdaily@dailynews.co.th

แหล่งที่มา : http://www.dailynews.co.th

หลัก การเกษตรอินทรีย์

แปลงผักเกษตรอินทรีย์ของ “ไร่ปลูกรัก” จังหวัดราชบุรีที่ให้นักท่องเที่ยวสามารถเลือกเก็บได้ตามชอบใจ

หลัก การเกษตรอินทรีย์

หลักการสำคัญ 4 ข้อของเกษตรอินทรีย์ คือ สุขภาพ, นิเวศวิทยา, ความเป็นธรรม, และการดูแลเอาใจใส่ (health, ecology, fairness and care)[2]

(ก) มิติด้านสุขภาพ เกษตรอินทรีย์ควรจะต้องส่งเสริมและสร้างความยั่งยืนให้กับสุขภาพอย่างเป็น องค์รวมของดิน พืช สัตว์ มนุษย์ และโลก

สุขภาวะของสิ่งมีชีวิตแต่ละปัจเจกและของชุมชน เป็นหนึ่งเดียวกันกับสุขภาวะของระบบนิเวศ การที่ผืนดินมีความอุดมสมบูรณ์จะทำให้พืชพรรณต่างๆ แข็งแรง มีสุขภาวะที่ดี ส่งผลต่อสัตว์เลี้ยงและมนุษย์ที่อาศัยพืชพรรณเหล่านั้นเป็นอาหาร

สุขภาวะเป็นองค์รวมและเป็นปัจจัยที่สำคัญของสิ่งมีชีวิต การมีสุขภาวะที่ดีไม่ใช่การปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ แต่รวมถึงภาวะแห่งความเป็นอยู่ที่ดีของกายภาพ จิตใจ สังคม และสภาพแวดล้อมโดยรวม ความแข็งแรง ภูมิต้านทาน และความสามารถในการฟื้นตัวเองจากความเสื่อมถอยเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของสุข ภาวะที่ดี

บทบาทของเกษตรอินทรีย์ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตในไร่นา การแปรรูป การกระจายผลผลิต หรือการบริโภค ต่างก็มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างสุขภาวะที่ดีของระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิต ทั้งปวง ตั้งแต่สิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็กสุดในดินจนถึงตัวมนุษย์เราเอง เกษตรอินทรีย์จึงมุ่งที่จะผลิตอาหารที่มีคุณภาพสูง และมีคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อสนับสนุนให้มนุษย์ได้มีสุขภาวะที่ดีขึ้น ด้วยเหตุนี้ เกษตรอินทรีย์จึงเลือกที่จะปฏิเสธการใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมีกำจัดศัตรูพืช เวชภัณฑ์สัตว์ และสารปรุงแต่งอาหาร ที่อาจมีอันตรายต่อสุขภาพ

(ข) มิติด้านนิเวศวิทยา เกษตรอินทรีย์ควรจะต้องตั้งอยู่บนรากฐานของระบบนิเวศวิทยาและวัฐจักรแห่ง ธรรมชาติ การผลิตการเกษตรจะต้องสอดคล้องกับวิถีแห่งธรรมชาติ และช่วยทำให้ระบบและวัฐจักรธรรมชาติเพิ่มพูนและยั่งยืนมากขึ้น

หลักการเกษตรอินทรีย์ในเรื่องนี้ตั้งอยู่บนกระบวนทัศน์ที่มองเกษตร อินทรีย์ในฐานะองค์ประกอบหนึ่งของระบบนิเวศที่มีชีวิต ดังนั้น การผลิตการเกษตรจึงต้องพึ่งพาอาศัยกระบวนการทางนิเวศวิทยาและวงจรของ ธรรมชาติ โดยการเรียนรู้และสร้างระบบนิเวศสำหรับให้เหมาะสมกับการผลิตแต่ละชนิด ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีของการปลูกพืช เกษตรกรจะต้องปรับปรุงดินให้มีชีวิต หรือในการเลี้ยงสัตว์ เกษตรกรจะต้องใส่ใจกับระบบนิเวศโดยรวมของฟาร์ม หรือในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เกษตรกรต้องใส่ใจกับระบบนิเวศของบ่อเลี้ยง

การเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ หรือแม้แต่การเก็บเกี่ยวผลผลิตจากป่า จะต้องสอดคล้องกับวัฐจักรและสมดุลทางธรรมชาติ แม้ว่าวัฐจักรธรรมชาติจะเป็นสากล แต่อาจจะมีลักษณะเฉพาะท้องถิ่นนิเวศได้ ดังนัน การจัดการเกษตรอินทรีย์จึงจำเป็นต้องสอดคล้องกับเงื่อนไขท้องถิ่น ภูมินิเวศ วัฒนธรรม และเหมาะสมกับขนาดของฟาร์ม เกษตรกรควรใช้ปัจจัยการผลิตและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เน้นการใช้ซ้ำ การหมุนเวียน เพื่อที่จะอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมให้มีความยั่งยืน

ฟาร์มเกษตรอินทรีย์ควรสร้างสมดุลของนิเวศการเกษตร โดยการออกแบบระบบการทำฟาร์มที่เหมาะสม การฟื้นฟูระบบนิเวศท้องถิ่น และการสร้างความหลากหลายทั้งทางพันธุกรรมและกิจกรรมทางการเกษตร ผู้คนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิต การแปรรูป การค้า และการบริโภคผลผลิตเกษตรอินทรีย์ควรช่วยกันในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทั้งในแง่ของภูมินิเวศ สภาพบรรยากาศ นิเวศท้องถิ่น ความหลากหลายทางชีวภาพ อากาศ และน้ำ

(ค) มิติด้านความเป็นธรรม เกษตรอินทรีย์ควรจะตั้งอยู่บนความสัมพันธ์ที่มีความเป็นธรรมระหว่างสิ่งแวด ล้อมโดยรวมและสิ่งมีชีวิต

ความเป็นธรรมนี้รวมถึงความเท่าเทียม การเคารพ ความยุติธรรม และการมีส่วนในการปกปักพิทักษ์โลกที่เราอาศัยอยู่ ทั้งในระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง และระหว่างมนุษย์กับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ

ในหลักการด้านนี้ ความสัมพันธ์ของผู้คนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตและการจัดการผลผลิตเกษตร อินทรีย์ในทุกระดับควรมีความสัมพันธ์กันอย่างเป็นธรรม ทั้งเกษตรกร คนงาน ผู้แปรรูป ผู้จัดจำหน่าย ผู้ค้า และผู้บริโภค ทุกผู้คนควรได้รับโอกาสในการมีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีส่วนช่วยในการรักษาอธิปไตยทางอาหาร และช่วยแก้ไขปัญหาความยากจน เกษตรอินทรีย์ควรมีเป้าหมายในการผลิตอาหารและผลผลิตการเกษตรอื่นๆ ที่เพียงพอ และมีคุณภาพที่ดี

ในหลักการข้อนี้หมายรวมถึงการปฏิบัติต่อสัตว์เลี้ยงอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดสภาพการเลี้ยงให้สอดคล้องกับลักษณะและความต้องการ ทางธรรมชาติของสัตว์ รวมทั้งดูแลเอาใจใส่ความเป็นอยู่ของสัตว์อย่างเหมาะสม

ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่นำมาใช้ในการผลิตและการบริโภคควรจะ ต้องดำเนินการอย่างเป็นธรรม ทั้งทางสังคมและทางนิเวศวิทยา รวมทั้งต้องมีการอนุรักษ์ปกป้องให้กับอนุชนรุ่นหลัง ความเป็นธรรมนี้จะรวมถึงว่า ระบบการผลิต การจำหน่าย และการค้าผลผลิตเกษตรอินทรีย์จะต้องโปร่งใส มีความเป็นธรรม และมีการนำต้นทุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมมาพิจารณาเป็นต้นทุนการผลิตด้วย

(ง) มิติด้านการดูแลเอาใจใส่ การบริหารจัดการเกษตรอินทรีย์ควรจะต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังและรับผิด ชอบ เพื่อปกป้องสุขภาพและความเป็นอยู่ของผู้คนทั้งในปัจจุบันและอนาคต รวมทั้งพิทักษ์ปกป้องสภาพแวดล้อมโดยรวมด้วย

เกษตรอินทรีย์เป็นระบบที่มีพลวัตรและมีชีวิตในตัวเอง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอก ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเกษตรอินทรีย์ควรดำเนินกิจการต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มผลผลิตในการผลิต แต่ในขณะเดียวกันจะต้องระมัดระวังอย่าให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพและสิ่งแวด ล้อม ดังนี้น เทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆ จะต้องมีการประเมินผลกระทบอย่างจริงจัง และแม้แต่เทคโนโลยีที่มีการใช้อยู่แล้ว ก็ควรจะต้องมีการทบทวนและประเมินผลกันอยู่เนืองๆ ทั้งนี้เพราะมนุษย์เรายังไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจอย่างดีพอเกี่ยวกับระบบ นิเวศการเกษตร ที่มีความสลับซับซ้อน ดังนั้น เราจึงต้องดำเนินการต่างๆ ด้วยความระมัดระวังเอาใจใส่

ในหลักการนี้ การดำเนินการอย่างระมัดระวังและรับผิดชอบเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการ การพัฒนา และการคัดเลือกเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้ในเกษตรอินทรีย์ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อสร้างหลักประกันความมั่นใจว่า เกษตรอินทรีย์นั้นปลอดภัยและเหมาะกับสิ่งแวดล้อม แต่อย่างไรก็ตาม ความรู้ทางวิทยาศาสตร์แต่เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ประสบการณ์จากการปฏิบัติ และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สะสมถ่ายทอดกันมาก็อาจมีบทบาทในการแก้ปัญหาต่างๆ ได้เช่นกัน เกษตรกรและผู้ประกอบการควรมีการประเมินความเสี่ยง และเตรียมการป้องกันจากนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ และควรปฏิเสธเทคโนโลยีที่มีความแปรปรวนมาก เช่น เทคโนโลยีพันธุวิศวกรรม การตัดสินใจเลือกเทคโนโลยีต่างๆ จะต้องพิจารณาถึงความจำเป็นและระบบคุณค่าของผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้ที่อาจได้รับผลกระทบ และจะต้องมีการปรึกษาหารืออย่างโปร่งใสและมีส่วนร่วม

 

แหล่งที่มา  : จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

แนวคิดพื้นฐานของเกษตรอินทรีย์

แปลงผักผสมผสานด้วยวิธีเกษตรอินทรีย์ในเมืองคาเปย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

แนวคิด

แนวคิดพื้นฐานของเกษตรอินทรีย์คือ การบริหารจัดการการผลิตทางการเกษตรแบบองค์รวม ซึ่งแตกต่างอย่างชัดเจนจากการเกษตรแผนใหม่ที่มุ่งเน้นการเพิ่มผลผลิตชนิดใด ชนิดหนึ่งสูงสุด โดยการพัฒนาเทคนิคต่างๆ เกี่ยวกับการให้ธาตุอาหารพืชและป้องกันกำจัดสิ่งมีชีวิตอื่นที่อาจมีผลในการ ทำให้พืชที่ปลูกมีผลผลิตลดลง แนวคิดเช่นนี้เป็นแนวคิดแบบแยกส่วน เพราะแนวคิดนี้ตั้งอยู่บนฐานการมองว่า การเพาะปลูกไม่ได้สัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ ดังนั้นการเลือกชนิดและวิธีการใช้ปัจจัยการผลิตต่างๆ มุ่งเฉพาะแต่การประเมินประสิทธิผลต่อพืชหลักที่ปลูก โดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบต่อทรัพยากรการเกษตรหรือนิเวศการเกษตร สำหรับเกษตรอินทรีย์ซึ่งเป็นการเกษตรแบบองค์รวมจะให้ความสำคัญกับการ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน, การรักษาแหล่งน้ำให้สะอาด และการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพของฟาร์ม ทั้งนี้เพราะแนวทางเกษตรอินทรีย์อาศัยกลไกและกระบวนการของระบบนิเวศในการทำ การผลิต ดังนั้นเกษตรอินทรีย์จะประสบความสำเร็จได้ เกษตรกรจำเป็นต้องเรียนรู้กลไกและกระบวนการของระบบนิเวศ

จากเหตุผลที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น เกษตรอินทรีย์จึงปฏิเสธการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชและปุ๋ยเคมี เนื่องจากสารเคมีการเกษตรเหล่านี้มีผลกระทบต่อกลไกและกระบวนการของระบบนิเวศ นอกเหนือจากการปฏิเสธการใช้สารเคมีการเกษตรแล้ว เกษตรอินทรีย์ยังให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลของวงจรของธาตุอาหาร, การประหยัดพลังงาน, การอนุรักษ์ระบบนิเวศการเกษตร และการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งถือได้ว่าเกษตรอินทรีย์เป็นการบริหารจัดการฟาร์มเชิงบวก (positive management) และการจัดการเชิงบวกนี้เองที่ทำให้เกษตรอินทรีย์แตกต่างอย่างสำคัญจากการ เกษตรที่ไม่ใช้สารเคมีแบบปล่อยปะละเลย (ที่มักอ้างว่า เป็นการเกษตรตามแบบธรรมชาติ) หรือเกษตรปลอดสารเคมีและเกษตรไร้สารพิษที่เฟื่องฟูในบ้านเรามานานหลายปี

เนื่องจากเกษตรอินทรีย์เป็นการเกษตรที่ให้ความสำคัญกับการทำฟาร์มเชิง สร้างสรรค์ (เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศการเกษตรในไร่นา) ดังนั้นเกษตรกรที่หันมาทำเกษตรอินทรีย์จึงจำเป็นต้องพัฒนาการเรียนรู้เกี่ยว กับธรรมชาติและการบริหารจัดการฟาร์มของตนเพิ่มขึ้นด้วย ผลที่ตามมาก็คือเกษตรอินทรีย์จึงเป็นแนวทางการเกษตรที่ตั้งอยู่บนกระบวนการ แห่งการเรียนรู้และภูมิปัญญา เพราะเกษตรกรต้องสังเกต, ศึกษา, วิเคราะห์-สังเคราะห์ และสรุปบทเรียนเกี่ยวกับการทำการเกษตรของฟาร์มตนเอง ซึ่งจะมีเงื่อนไขทั้งทางกายภาพ (เช่น ลักษณะของดิน ภูมิอากาศ และภูมินิเวศ) รวมถึงเศรษฐกิจ-สังคมที่แตกต่างจากพื้นที่อื่น เพื่อคัดสรรและพัฒนาแนวทางเกษตรอินทรีย์ที่เฉพาะและเหมาะสมกับฟาร์มของตัว เองอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ เกษตรอินทรีย์ยังให้ความสำคัญกับเกษตรกรผู้ผลิตและชุมชนท้องถิ่น เกษตรอินทรีย์มุ่งหวังที่จะสร้างความมั่นคงในการทำการเกษตรสำหรับเกษตรกร ตลอดจนอนุรักษ์และฟื้นฟูวิถีชีวิตของชุมชนเกษตรกรรม วิถีการผลิตของเกษตรอินทรีย์เป็นวิถีการผลิตที่เกษตรกรต้องอ่อนน้อมและเรียน รู้ในการดัดแปลงการผลิตของตนให้เข้ากับวิถีธรรมชาติ อาศัยกลไกธรรมชาติเพื่อทำการเกษตร ดังนั้นวิถีการผลิตเกษตรอินทรีย์จึงเป็นวิถีแห่งการเคารพและพึ่งพิงธรรมชาติ ซึ่งสอดคล้องกลมกลืนกับวิถีชีวิตของชุมชนเกษตรพื้นบ้านของสังคมไทย

แต่ในขณะเดียวกัน เกษตรอินทรีย์ก็ไม่ได้ปฏิเสธการผลิตเพื่อการค้า เพราะตระหนักว่าครอบครัวเกษตรกรส่วนใหญ่จำเป็นต้องพึ่งพาการจำหน่ายผลผลิต เพื่อเป็นรายได้ในการดำรงชีพ ขบวนการเกษตรอินทรีย์พยายามส่งเสริมการทำการตลาดผลผลิตเกษตรอินทรีย์ทั้งใน ระดับท้องถิ่น ประเทศ และระหว่างประเทศ โดยการตลาดท้องถิ่นอาจมีรูปแบบที่หลากหลายตามแต่เงื่อนไขทางสภาพเศรษฐกิจและ สังคมของท้องถิ่นนั้น เช่น ระบบชุมชนสนับสนุนการเกษตร (Community Support Agriculture – CSA) หรือระบบอื่นๆ ที่มีหลักการในลักษณะเดียวกัน ส่วนตลาดที่ห่างไกลออกไปจากผู้ผลิต ขบวนการเกษตรอินทรีย์ได้พยายามพัฒนามาตรฐานการผลิตและระบบการตรวจสอบรับรอง ที่สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคได้ว่า ทุกขั้นตอนของการผลิต แปรรูป และการจัดการนั้นเป็นการทำงานที่พยายามอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ตลอดจนรักษาคุณภาพของผลผลิตให้เป็นธรรมชาติเดิมมากที่สุด

โดยสรุปจะเห็นว่า เกษตรอินทรีย์เป็นระบบเกษตรที่มีลักษณะเป็นองค์รวม ที่ให้ความสำคัญในเบื้องต้นกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศการเกษตร และทรัพยากรธรรมชาติ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ละเลยมิติด้านสังคมและเศรษฐกิจ เพราะความยั่งยืนทางด้านสิ่งแวดล้อมไม่อาจดำรงอยู่ได้ โดยแยกออกจากความยั่งยืนทางสังคมและเศรษฐกิจของเกษตรกร

แหล่งที่มา  : จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

เกษตรอินทรีย์(Organic Agriculture)

เกษตรอินทรีย์ คือ ระบบการเกษตรที่ผลิตอาหารและเส้นใย ด้วยความยั่งยืนทั้งทางสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ โดยเน้นหลักที่การปรับปรุงบำรุงดิน การเคารพต่อศักยภาพทางธรรมชาติของพืช สัตว์ และนิเวศการเกษตร เกษตรอินทรีย์ลดการใช้ปัจจัยการผลิตจากภายนอก และหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีสังเคราะห์ เช่น ปุ๋ยเคมี สารเคมีกำจัดศัตรูพืช และ เวชภัณฑ์สำหรับสัตว์ แต่ในขณะเดียวกัน เกษตรอินทรีย์พยายามประยุกต์กลไกและวัฐจักรธรรมชาติในการเพิ่มผลผลิต และพัฒนาความต้านทานต่อโรคของพืชและสัตว์เลี้ยง หลักการเกษตรอินทรีย์นี้เป็นหลักการสากล ที่สอดคล้องกับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ-สังคม ภูมิอากาศ และวัฒนธรรมของท้องถิ่นด้วย

แหล่งที่มา  : จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

"เนื้อวัวออร์แกนิค" เทรนด์ใหม่ ของผู้นิยมเนื้อ

“เนื้อวัวออร์แกนิค” เทรนด์ใหม่ ของผู้นิยมเนื้อ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
21 มิถุนายน 2553 16:18 น.

ปัจจุบันนี้ผู้คนหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการบริโภคอาหารที่คำนึงถึงเรื่องของสารพิษและสิ่ง ที่จะตกค้างจากอาหารที่เกิดเป็นอันตรายต่อร่างกาย ทำให้เดี๋ยวนี้ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อย เริ่มหันมาให้ความสนใจกับ “ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค” เพิ่มมากขึ้น
ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค (Organic Products) เป็นผลิตภัณฑ์ปลอดจากสารเคมีและการปรุงแต่งโดยสารสังเคราะห์ ตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ในทุกๆขั้นตอนการผลิต การแปรรูป และการเก็บรักษา กันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบรรดาพืชผัก ผลไม้ต่างๆ นอกจากนี้ยังรวมไปถึงสิ่งที่หลายคนคิดไม่ถึงอย่างเนื้อสัตว์อีกด้วย ซึ่งปัจจุบันแนวทางการกินเนื้อ(วัว)ของนักนิยมเนื้อในบ้านเรา มีอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนรักการกินเนื้อที่รักในสุขภาพ นั่นก็คือ “เนื้อ วัวออร์แกนิค” ที่ถือเป็นอีกหนึ่งความล้ำหน้าของวงการเนื้อบ้านเรา
กว่าจะเป็นเนื้อวัว ออร์แกนิค
ผศ.ดร.สุริยะ สะวานนท์ ภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน ผู้ดูแลเรื่องการผลิตเนื้อวัวออร์แกนิคเล่าถึงความเป็นมาของเนื้อชนิดนี้ว่า เมื่อประมาณปีพ.ศ. 2550 ทางมหาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน ได้ร่วมกับสหกรณ์โคเนื้อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จำกัด คิดผลิตเนื้อวัวออร์แกนิคขึ้นมา เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ใสใจในเรื่องสุขภาพ

“การผลิตเนื้อวัวออร์แกนิคที่นี่ถือได้ว่าเป็นรายแรกของประเทศไทยที่ ทำ ซึ่งผมดูแลมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 ในช่วงเริ่มต้นมีเงื่อนไขค่อนข้างเยอะ เนื้อวัวออร์แกนิคไม่ใช่ว่าเริ่มปุ๊บจะขายเนื้อวัวออร์แกนิคได้เลย ต้องผ่านระบบการปรับเปลี่ยนอย่างน้อย 1 ปี ถึงจะขายเป็นเนื้อวัวออร์แกนิคได้ และการทำเกษตรอินทรีย์ที่เราถือปฏิบัติในตอนนี้ เราใช้มาตรฐานของสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกท.)” อ.สุริยะ บอก
ทั้งนี้ อ.สุริยะ ยังได้อธิบายถึง “เนื้อวัวออร์แกนิค” ว่าเป็นเนื้อวัวที่เลี้ยงโดยระบบเกษตรอินทรีย์ สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนกว่าการเลี้ยงเนื้อวัวปกติก็คือ อาหารที่ใช้เลี้ยง ต้องมีการจัดการดูแลโดยใช้วัตถุดิบที่ผลิตโดยกระบวนการที่ผ่านออร์แกนิค หรือผ่านเกษตรอินทรีย์มาก่อน อย่างเช่นหญ้า ต้องจัดการโดยใช้ระบบเกษตรอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมี แม้กระทั่งปุ๋ยก็ไม่ใช้ปุ๋ยที่เป็นปุ๋ยเคมี จะใช้ปุ๋ยมูลสัตว์ก็คือปุ๋ยคอกเป็นหลัก หรือแม้กระทั้งการใช้ยาฆ่าแมลง ยาปราบศัตรูพืชในแปลงหญ้าก็จะไม่ใช้
เรียกว่ากว่าจะได้เนื้อวัวออร์แกนิคมาทำเป็นอาหารบริโภคได้ไม่ใช่ เรื่องงานเลย เพราะการเลี้ยงวัวออร์แกนิคมีขั้นตอนการเลี้ยงที่ต้องใส่ใจมากเป็นพิเศษกว่า การเลี้ยงวัวขุนธรรมดาเป็นอย่างมาก ซึ่งอ.สุริยะ ได้เล่าถึงการเลี้ยงวัวออร์แกนิคของที่นี่ให้ฟังว่า หลักการเลี้ยงวัวออร์แกนิคต้องเริ่มจากการคัดเลือกสายพันธุ์วัวที่สามารถ ปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมในที่นั้นๆได้ เพราะว่าหลักของออร์แกนิคจะไม่ใช้สารเคมีในการจัดการกับตัววัว อย่างเช่น เวลาวัวป่วยจะไม่ฉีดยาปฏิชีวนะ จึงจะต้องหาวัวที่ทนต่อโรค ทนต่อสภาวะแวดล้อมในบ้านเราได้ ต้องเป็นวัวที่สามารถปรับตัวได้ดีในภูมิภาคนั้น และสำหรับที่นี่ใช้วัวพันธุ์กำแพงแสนที่ปรับปรุงพันธุ์มาแล้ว ตัวใหญ่และมั่นใจได้ว่าวัวพันธุ์นี้เลี้ยงได้และทนต่อสภาวะแวดล้อมที่นี่ได้ ดี

“การเลี้ยงวัวออร์แกนิคของที่นี่ เราจะมีฟาร์มแม่พันธุ์ส่วนหนึ่งอยู่ประมาณ 300 ตัว เพื่อผลิตลูกวัวเข้าสู่กระบวนการผลิตเนื้อวัวออร์แกนิค แล้วก็ใช้วิธีการผสมเทียมเป็นหลัก เมื่อแม่พันธุ์ตั้งท้องเสร็จประมาณ 9 เดือน คลอดลูกออกมา ตามเงื่อนไขของออร์แกนิคแล้ววัวที่จะเอามาใช้ผลิตเนื้อนั้นจะต้องให้มันอยู่ กับแม่อย่างน้อย 2 เดือน ให้ดูดนมแม่อย่างน้อย 3 เดือน เพื่อให้มันเลียนแบบธรรมชาติให้เยอะที่สุด และหลังจากที่หย่านมแล้วประมาณ 6-8 เดือน ก็แยกลูกออกมาจากแม่ หลังจากหย่านมเรียบร้อย ลูกมันไม่โหยหาแม่แล้วกินหญ้าได้ปกติ เราก็จะเอาวัวส่วนหนึ่งที่มีลักษณะดี โดยเฉพาะตัวผู้จะคัดไว้ทำพันธุ์ วัวอีกส่วนหนึ่งที่ไม่สามารถทำพันธุ์ได้ แต่ว่าไม่ใช่ว่าไม่ดี แต่ว่าขนาดไม่เหมาะที่จะเป็นพ่อพันธุ์ เราก็จะคัดมาผลิตเนื้อวัวออร์แกนิค” อ.สุริยะบอก พร้อมกับอธิบายต่อว่า
สำหรับวัวออร์แกนิค จะแบ่งการเลี้ยงออกเป็น 2 ส่วน คือหลังจากหย่านมเสร็จจะเรียกว่าการเลี้ยงช่วงแรก คือเลี้ยงโดยปล่อยที่แปลงหญ้าโล่งๆ ตลอด 24 ชม. ซึ่งเป็นหญ้าที่เป็นเกษตรอินทรีย์ซึ่งใช้หญ้าขน วัวที่หย่านมนี้จะมีน้ำหนักประมาณ 200 กิโลกรัม เลี้ยง 1 ปีในแปลงหญ้าให้แต่น้ำและหญ้าอย่างเดียว

 

      การเลี้ยงแบบออร์แกนิคต้องใช้พื้นที่ค่อนข้างเยอะ ซึ่งที่นี่ใช้พื้นที่ 2ไร่ต่อ 1 ตัว พื้นที่ประมาณ 55 ไร่ จะปล่อยวัวไม่เกิน 25 ตัว เพื่อให้มันกินหญ้าและโตได้ดี และหลังจาก 1 ปีแล้ววัวจะมีน้ำหนักเกือบ 350 กิโลกรัมก็จะเอาไปเลี้ยงขุนต่อในคอกประมาณ 4 เดือน โดยการให้อาหารข้นไม่เกิน 40% ของที่วัวกินได้ต่อวัน อาหารข้นก็เป็นอาหารอินทรีย์ แหล่งพลังงานที่เป็นอาหารข้นของวัวมี 2 แหล่งหลักๆ คือ แหล่งพลังงานและแหล่งโปรตีน แหล่งพลังงานที่นี่ใช้มันสำปะหลังที่ใช้การปลูกแบบระบบอินทรีย์ และแหล่งโปรตีนใช้ถั่วเหลืองทั้งเมล็ด ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ไม่ใช่อินทรีย์แต่ว่าใช้ไม่เกิน 10% ตามที่มกท.กำหนด
“การเลี้ยงวัวออร์แกนิคต้องดูแลเป็นพิเศษเรื่องพื้นที่ เพราะว่ามกท.ได้กำหนดเรื่องพื้นที่ว่าการเลี้ยงดูวัวออร์แกนิคจะต้องมี พื้นที่อย่างน้อย 12 ตร.ม.ต่อตัว เพื่อต้องการให้มันอยู่อย่างสบาย มีพื้นที่ให้มันเดินได้สะดวกสบาย ต้องเลี้ยงดูอย่างดี และหลังจากวัวที่เราขุน 4 เดือนเสร็จแล้ว อายุวัวประมาณ 2 ปีก็ส่งเข้าสู่กระบวนการผลิตเนื้อวัวออร์แกนิคได้ โดยส่งเข้าโรงเชือด การเชือดก็เหมือนวัวขุนปกติ แต่ว่าจะแยกระบบการผลิต อย่างเช่น วันนี้จะเชือดวัวออร์แกนิค โรงเชือดก็ต้องทำความสะอาดทุกอย่าง แล้วก็เชือดแต่วัวออร์แกนิคอย่างเดียววันนี้ เรียกว่าการเลี้ยงวัวออร์แกนิคตั้งแต่ระบบการผลิตจนถึงการจัดจำหน่ายต้องแยก อย่างชัดเจน” อ.สุริยะ กล่าว

ความพิเศษของเนื้อ ออร์แกนิค
เมื่อได้รู้ถึงขั้นตอนการผลิตเนื้อวัวออร์แกนิคกันแล้ว หลายคนคงอยากจะรู้ว่าแล้วเนื้อวัวออร์แกนิคนั้นมีความแตกต่างจากเนื้อวัว ปกติอย่างไร เรื่องนี้อ.สุริยะได้ให้คำตอบว่า ลักษณะของเนื้อวัวออร์แกนิคจะแตกต่างจากเนื้อวัวขุนปกติ ก็คือ เนื้อวัวออร์แกนิคพวกนี้จะไม่ได้เน้นที่ไขมันเป็นหลัก ถึงจะมีไขมันแต่ไขมันก็ไม่เยอะ แล้วไขมันที่มีก็เป็นไขมันที่เป็นประโยชน์ อย่างเช่น กรดไขมันCLA เป็นไขมันที่ป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง ควบคุมโรคเบาหวาน ความดันโลหิตตัว เป็นไขมันที่พบได้ในเนื้อวัวออร์แกนิคค่อนข้างจะเยอะถ้าเทียบกับเนื้อวัว ปกติ และยังมีโปรตีนสูงถึง 20% มีวิตามินสำคัญ ได้แก่ B1, B6, B12, A, D, E, K และ C มีแร่ธาตุเหล็ก สังกะสี และซีลิเนียม สีของเนื้อวัวออร์แกนิคค่อนข้างจะเข้มกว่าเนื้อวัวขุนปกติ และตัวไขมันแทรกมีน้อยกว่า เป็นเนื้อแดงเสียส่วนใหญ่ และที่สำคัญเนื้อวัวออร์แกนิคไม่มีสารพิษตกค้าง ได้รับมาตรฐานของมกท. และ IFOAM accredited
เมื่อถามถึงว่าตลาดเนื้อวัวออร์แกนิคเป็นอย่างไรบ้าง อ.สุริยะ บอกว่า ตอนนี้ได้ทำการเลี้ยงวัวออร์แกนิคให้กับทางสหกรณ์ของ ม.เกษตร เชือดแค่ปีละ 20 ตัว เพื่อทำเป็นเนื้อวัวออร์แกนิค ซึ่งการเลี้ยงวัวออร์แกนิคต้องรวมกลุ่มกันทำ ทำเป็นฟาร์มเดียวอย่างที่ ม.เกษตร ยากทั้งๆที่มหาวิทยาลัยมีพื้นที่มากยังทำได้ไม่ค่อยเยอะ ตอนนี้ในส่วนองสหกรณ์ก็มีนโยบายว่าจะเพิ่มการผลิตให้มากขึ้น

       และในส่วนของการผลิตเนื้อวัวออร์แกนิคจะต้องดูตลาด และต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะว่าเนื้อวัวออร์แกนิคมีราคาแพงกว่าเนื้อวัวทั่วๆ ไป ซึ่งราคาเนื้อวัวออร์แกนิคของที่สหกรณ์กำแพงแสนขายสูงกว่าเนื้อวัวปกติอยู่ 25% แต่ถือว่าราคายังไม่สูงมาก เพราะว่าทดลองตลาดอยู่ และกลุ่มผู้บริโภคเนื้อวัวออร์แกนิคในบ้านเราตอนนี้ไม่ค่อยรู้จักเนื้อวัว ออร์แกนิคมากนัก ไม่ถึง 0.01% ของกลุ่มการบริโภคเนื้อวัวทั้งหมด แต่อนาคตอีก 4-5 ปีน่าจะเพิ่มขึ้น จะต้องมีการประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น
“ถ้ามองว่าการกินเนื้อโดยทั่วๆ ไปอาจจะมีผลต่อสุขภาพ ผมมองว่าเนื้อวัวออร์แกนิค เป็นเนื้อวัวที่มีความปลอดภัยต่อร่างกาย เรื่องของสารตกค้างนั้นแทบจะไม่มีเลย เพราะว่าเราไม่ได้ใช้สารเคมีใดๆ ในระบบการผลิต ซึ่งถ้าคนที่ห่วงใยในสุขภาพ โดยเฉพาะกลัวเรื่องไขมัน เนื้อออร์แกนิคเป็นเนื้อวัวสุขภาพตัวหนึ่งที่น่าจะบริโภคได้โดยไม่ส่งผลเสีย ต่อสุขภาพ ไม่เกิดปัญหาของเรื่องการสะสมของไขมันเยอะจนเกินไป เรื่องโรคหัวใจ เรื่องหลอดเลือดอุดตัน เนื้อวัวออร์แกนิคก็น่าจะเป็นตัวเลือกตัวหนึ่งที่จะมาทดแทนเนื้อวัวขุนทั่วๆ ไปได้ และถ้าผู้บริโภคสนใจซื้อเนื้อวัวออร์แกนิคมาบริโภคก็ให้สังเกตที่ตราสินค้า ซึ่งจะมีตราสินค้าที่รับรองโดยมกท. และมาตราฐานของIFOAM ด้วยอยู่บนแพ็คเกจของสินค้าที่วางจำหน่าย ยังไงเวลาเลือกซื้อก็ต้องดูที่ตราสินค้าด้วย” อ.สุริยะกล่าวทิ้งท้ายแบบเชิญชวน ให้หันมาบริโภคเนื้อวัวออร์แกนิคที่มีผลดีต่อสุขภาพ

ที่มา : http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9530000085396